สุญญากาศรัฐบาล ซ้ำเติมเศรษฐกิจโค้งสุดท้ายปี 67 ลุ้นดิจิทัลวอลเล็ต หวั่นฉุดเม็ดเงินโฆษณาติดลบ

Economics

Thai Economics

กองบรรณาธิการ

กองบรรณาธิการ

Tag

สุญญากาศรัฐบาล ซ้ำเติมเศรษฐกิจโค้งสุดท้ายปี 67 ลุ้นดิจิทัลวอลเล็ต หวั่นฉุดเม็ดเงินโฆษณาติดลบ

Date Time: 14 ส.ค. 2567 18:31 น.

Video

“เผาซ้ำ” วิกฤติร้านอาหาร รายใหญ่ลงเล่นเกม รายเล็กต้องปรับตัว | Thairath Money Night Stand EP.9

Summary

สุญญากาศรัฐบาล หลังศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้นายเศรษฐา ทวีสิน พ้นตำแหน่งนายกรัฐมนตรี หวั่นซ้ำเติมเศรษฐกิจโค้งสุดท้ายปี 67 ลุ้นต่อดิจิทัลวอลเล็ต ด้านอุตสาหกรรมโฆษณาหวั่นถูกฉุดด้านเม็ดเงินจนติดลบ จากความไม่แน่นอนของรัฐบาลและ ครม. บวกกับการเข้ามาของทุนจีน ที่กระทบผู้ประกอบการไทย แม้จะดันโฆษณาออนไลน์ แต่เพราะเศรษฐกิจแย่ กำลังซื้อต่ำ ยอดขายก็ไม่ดี

Latest


บริษัท มีเดียอินเทลลิเจนซ์กรุ๊ป จำกัด หรือ MI Group คาดการณ์เศรษฐกิจไทย ช่วง 4 เดือนสุดท้ายของปี 2567 ผ่านเม็ดเงินโฆษณาและกิจกรรมการตลาด พบการจับจ่ายของผู้บริโภคยังซึมยาว เหตุปัจจัยค่าครองชีพพุ่งสูง รายได้หดตัว ซ้ำเติมผู้ประกอบการจากการแข่งขันและปัจจัยลบรอบด้าน

อีกทั้งสุญญากาศของตำแหน่งนายกรัฐมนตรีและ ครม. ทั้งคณะ น่าจะกินเวลากว่า 2-3 เดือนเป็นอย่างน้อย จะส่งผลต่อการขับเคลื่อนนโยบายและการใช้จ่ายงบประมาณต่างๆ ซึ่งทาง MI GROUP ได้ประเมินฉากทัศน์นี้ไว้ว่า อาจทำให้เม็ดเงินอุตสาหกรรมโฆษณาและสื่อสารการตลาดปิดปี 2024 ไม่เติบโต หรืออาจติดลบเมื่อเทียบกับปี 2023 ที่ผ่านมา

โดยต้องรอจับตา “โครงการดิจิทัลวอลเล็ต” ที่เป็นโครงการเรือธงของรัฐบาลเพื่อไทยต่อจากนี้ หลังศาลรัฐธรรมนูญมีมติเสียงข้างมาก 5 ต่อ 4 วินิจฉัยให้ความเป็นรัฐมนตรีของนายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี สิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญ โดยจะมีนายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.พาณิชย์ ทำหน้าที่รักษาการนายกฯ แทน อย่างไรก็ตาม โครงการดิจิทัลวอลเล็ตนี้จะขึ้นอยู่กับนายกรัฐมนตรีคนใหม่ ที่จะก้าวขึ้นมารับตำแหน่ง ว่าจะมีโอกาสได้ไปต่อหรือไม่

จากข้อมูลของ MI Group ยังชี้อีกว่า เม็ดเงินอุตสาหกรรมโฆษณาล่าสุดปีนี้ถึงเดือนกรกฏาคม อยู่ที่ 49,433 ล้านบาท มีมูลค่าเพิ่มขึ้น 2,310 ล้านบาท หรือโตขึ้น 4.9% จากช่วงเดียวกันปี 2023 ทั้งนี้ หากคำนึงถึงปัจจัยบวกและลบต่างๆ ตลอดทั้งปีแล้ว รวมถึงโครงการเงินดิจิทัล 10,000 บาท ที่รัฐบาลระบุว่า จะแจกให้กับประชาชนได้ใช้จ่ายในช่วงเดือนธันวาคมปีนี้ คาดเม็ดเงินโฆษณาทั้งปีจะปิดที่ 87,617 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 3.3% จากปี 2023 โดยจะเติบโตขึ้นจากสื่อดิจิทัลและสื่อนอกบ้าน (Out of Home Media) เช่น บิลบอร์ด โฆษณาติดรถ ใบปลิว เป็นต้น ขณะเดียวกัน เม็ดเงินโฆษณาในกลุ่มโทรทัศน์ วิทยุ และสิ่งพิมพ์ คาดว่าจะลดลงจากปีก่อนหน้า เนื่องจากความนิยมที่ลดลง และกระแสโลกออนไลน์ที่เพิ่มมากขึ้น

แต่จากคำตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญที่ให้นายเศรษฐา ทวีสิน พ้นตำแหน่งนายกรัฐมนตรี อาจส่งผลให้เม็ดเงินในตลาดโฆษณาปี 2024 ลดลง 0.2% เมื่อเทียบกับปีก่อน โดย MI Group คาดว่า เม็ดเงินที่จะลดลงอย่างเห็นได้ชัด คือ โฆษณาโทรทัศน์ และสิ่งพิมพ์ ทั้งหนังสือพิมพ์ แม็กกาซีน รวมไปถึงโฆษณาในโรงภาพยนตร์

ทุนจีนเข้า + e-Commerce โตแรง กระทบผู้ประกอบการไทย


จากสภาวะเศรษฐกิจที่ซบเซาต่อเนื่องมาตั้งแต่ปีที่ผ่านมา และดูเหมือนจะรุนแรงขึ้นในช่วงปีนี้ การจับจ่ายของผู้บริโภคยังซึม ค่าครองชีพที่ยังคงพุ่งสูง รายได้หดตัว ปัจจัยหลักส่วนหนึ่งมาจากปัญหาเศรษฐกิจเชิงโครงสร้าง ที่ผู้ประกอบการในไทย (ทั้งผู้ประกอบการไทย และผู้ประกอบการต่างชาติในไทย) ได้รับผลกระทบและการแข่งขันจากผู้ประกอบการจีน หรือทุนจีนที่เข้ามาในหลากหลายอุตสาหกรรม จากนโยบายการให้สิทธิพิเศษทางการค้าและการลงทุนของภาครัฐในช่วงหลายปีที่ผ่านมา 

อย่างไรก็ตาม การเปิดพื้นที่ให้ทุนจีน ส่งทั้งผลดีและผลเสียต่อเศรษฐกิจไทยในหลายเรื่อง แต่ปัจจุบันเริ่มมีสัญญาณและหลักฐานชัดในด้านผลเสีย เนื่องจากผู้ประกอบการจีน ทุนจีนที่เข้ามาในประเทศไทยมีลักษณะพิเศษ ที่แตกต่างจากผู้ประกอบการและทุนจากชาติอื่นๆ ที่ผ่านมา ความได้เปรียบด้านต้นทุนการผลิต การใช้นิเวศการผลิตและการดำเนินธุรกิจในสไตล์จีน ไม่ค่อยส่งผลดีในภาคการจ้างงาน การใช้วัตถุดิบการผลิตภายในประเทศ ซ้ำร้ายยังส่งผลต่อผู้ประกอบอื่นๆ ในไทย ที่เสียเปรียบอยู่หลายช่วงตัว ผู้ประกอบการหลายรายลดกำลังการผลิตเหลือไม่ถึงครึ่งหนึ่งของกำลังการผลิต บางรายปิดตัวลง ลดการจ้างงาน ยกเลิกการจ้างงาน ส่งผลกระทบต่อเนื่องเป็นทอดๆ มายังแรงงานเกือบทุกประเภท (ทั้งแรงงานทักษะสูงและต่ำ)

ผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง SMEs คาดหวังให้รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งออกมาตรการเพื่อปกป้อง ลดความได้เปรียบของผู้ประกอบการและทุนจากต่างชาติ และเสริมแกร่งให้ผู้ประกอบการไทยสามารถแข่งขันในตลาดที่เป็นธรรมและอยู่รอดได้ในสมรภูมิเดือดนี้ ซึ่งเห็นได้ชัดจากการเข้ามาของแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซจีน ไม่ว่าจะเป็น Shopee, Lazada รวมไปถึงแพลตฟอร์ม Shoppertainment อย่าง TikTok ซึ่งทำให้แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซสัญชาติไทยไม่ได้ไปต่อ และยุติกิจการลงในช่วงหลายปีที่ผ่านมา 

อีกทั้งล่าสุด Temu แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซยักษ์ใหญ่ของจีนต่อท่อตรงสินค้าจากจีนมายังผู้บริโภคในประเทศไทย ซึ่งแพลตฟอร์มดังกล่าวได้สั่นสะเทือนวงการอีคอมเมิร์ซทั้งในสหรัฐอเมริกาและอีกหลายประเทศมาแล้ว ด้วยจุดขายสินค้าราคาถูก ส่งถึงมือผู้ซื้อได้เร็ว และรับประกันความพึงพอใจ


ธุรกิจไทย เร่งทุ่มเม็ดเงินลงโฆษณา หวังดึงลูกค้าจากออนไลน์


พฤติกรรมของผู้บริโภคชาวไทยที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างมากและต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งตั้งแต่หลังวิกฤติโควิด-19 เมื่อ 3-4 ปีที่ผ่านมา ตลาดและผู้บริโภคในประเทศไทยเข้าสู่ยุค Social-Driven Society อย่างเต็มตัว หรือเป็นยุคที่ผู้บริโภคฟังและเชื่อถือผู้บริโภคด้วยกันมากขึ้น MI GROUP คาดการณ์มูลค่าอีคอมเมิร์ซในไทยจะแตะ 1,000,000 ล้านบาท ในช่วง 1-2 ปีนี้อย่างแน่นอน

ภาพรวมบรรยากาศของตลาดในประเทศเป็นที่ชัดเจนว่า Influencer Marketing กลายเป็นเครื่องมือสำคัญของนักการตลาดและสื่อสารการตลาดในยุคที่ Influencer มีหน้าที่หลักในส่วน Lower Funnel หรือกระตุ้นให้ผู้บริโภคเกิดแอ็กชันและการซื้อ-ขายต่อแบรนด์สินค้า และบริการนั้นๆ การเดินเกมการตลาดแบบนี้ เพื่อเพิ่มยอดขายท่ามกลางสภาวะที่กำลังซื้อยังคงซบเซา

นอกจากนี้ Influencer Marketing ยังถูกใช้เป็นเครื่องมือหลักทางการตลาด ดันเม็ดเงินในส่วนนี้เติบโตแบบก้าวกระโดดเฉลี่ยแตะมากกว่า 30% ของงบโฆษณาในแต่ละแคมเปญ (ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับประเภทสินค้า ขนาดของแคมเปญ และงบประมาณ) และมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง ซึ่งยังไม่นับรวม Affiliate Marketing (การตลาดแบบช่วยขาย แล้วแบ่งกำไร) ที่เป็นตัวผลักดันหลักให้จำนวน Influencers ในไทยพุ่งแตะกว่า 2 ล้านรายแล้วในปัจจุบัน

ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้ - https://www.facebook.com/ThairathMoney


Author

กองบรรณาธิการ

กองบรรณาธิการ