ย้อนสถิติวิกฤติซับไพรม์ ดันทองคำตลาดโลกพุ่งทะยาน 174 เปอร์เซ็นต์

Investment

Stocks

กองบรรณาธิการ

กองบรรณาธิการ

Tag

ย้อนสถิติวิกฤติซับไพรม์ ดันทองคำตลาดโลกพุ่งทะยาน 174 เปอร์เซ็นต์

Date Time: 30 เม.ย. 2563 03:45 น.

Video

เกลือแร่หมื่นล้านจากญี่ปุ่น เกาะกระแส Fitness-HYROX ตีตลาดไทย | BrandStory EP.59

Summary

"วายแอลจี" เผยราคาทองคำยังอยู่ขาขึ้น แต่ในระยะสั้น แนะแบ่งขายหากราคายังไม่ผ่านแนวต้าน เผยระยะยาวมีลุ้นย้อนรอยวิกฤติแฮมเบอร์เกอร์ปี 51

Latest


"วายแอลจี" เผยราคาทองคำยังอยู่ขาขึ้น แต่ในระยะสั้น แนะแบ่งขายหากราคายังไม่ผ่านแนวต้าน เผยระยะยาวมีลุ้นย้อนรอยวิกฤติแฮมเบอร์เกอร์ปี 51

เมื่อวันที่ 29 เม.ย.63 นางพวรรณ์ นววัฒนทรัพย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (YLG) กล่าวว่า ในปีนี้แม้ทองคำจะเป็นขาขึ้น โดยล่าสุดก็ได้ปรับตัวสูงสุดในรอบเกือบ 8 ปี ซึ่งทำให้นักลงทุนเกิดความกังวล ในการตัดสินใจในการลงทุนว่า ควรขายทำกำไรหรือถือครองต่อไป ในภาวะเช่นนี้ฝ่ายวิเคราะห์ของ YLG มีคำแนะนำให้นักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้มาก ควรถือทองคำเอาไว้บางส่วน เพื่อรอลุ้นราคาทดสอบเป้าหมายของปีนี้บริเวณ 1,788-1,795 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ซึ่งเป็นจุดสูงสุดของช่วงเดือน ก.พ., ก.ย., ต.ค. ปี 2555 หรือ 27,500-27,600 บาทต่อบาททองคำ แต่หากไม่อยากแบกรับความเสี่ยง อาจแบ่งทองคำออกขายทำกำไร เมื่อราคาปรับตัวขึ้นเข้าใกล้แนวต้านบริเวณ 1,739-1,747 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หรือ 26,700-26,850 บาทต่อบาททองคำ สำหรับสัปดาห์นี้ผู้ที่ต้องการเข้าซื้ออาจทยอยซื้อสะสมหากราคาอ่อนตัวลงทดสอบกรอบแนวรับแรกบริเวณ 1,690 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หรือ 25,950 บาทต่อบาททองคำ โดยเผื่อเงินลงทุนไว้สำหรับเข้าซื้อบริเวณแนวรับถัดไป 1,647 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หรือ 25,300 บาทต่อบาททองคำ

สำหรับปัจจัยบวกที่ส่งผลให้ราคาทองคำปรับตัวขึ้นต่อเนื่องในระยะนี้ มาจากเงินทุนไหลเข้ากองทุน ETFs ทองคำทั่วโลก และการคาดการณ์ว่าธนาคารกลางหลายแห่งทั่วโลก จะดำเนินมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจทางการเงินเพิ่มเติม เพื่อรับมือกับผลกระทบทางเศรษฐกิจที่เกิดจากการระบาดของ COVID-19 ทั้งนี้เมื่อเทียบเคียงจากสถิติในอดีต หลังเกิดวิกฤติซับไพรม์ในปี 2551 เป็นผลให้ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ต้องผ่อนคลายนโยบายการเงินทั้งการปรับลดอัตราดอกเบี้ย ควบคู่ไปกับการอัดฉีดเงิน QE ส่งผลให้ดอลลาร์สหรัฐฯ อ่อนค่าลง รวมถึงกระตุ้นความวิตกว่า การอัดฉีดเงินในปริมาณมากเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจนั้น อาจผลักดันให้เกิดภาวะเงินเฟ้อขั้นรุนแรง (Hyperinflation) ครั้งนั้นราคาทองคำในตลาดโลกทะยานขึ้นสูงจาก 700 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดในเดือน พ.ย.2551 ไปสู่ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 1,920 ดอลลาร์ต่อออนซ์ในเดือน ก.ย.2554 นั่นเท่ากับว่าราคาทองคำในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้นมากถึง 1,220 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หรือคิดเป็นเพิ่มขึ้น 174% ส่วนราคาทองคำในประเทศปรับตัวสูงขึ้นจาก 12,100 บาทต่อบาททองคำในเดือน พ.ย.2551 สู่ระดับ 26,850 บาทต่อบาททองคำในเดือน ก.ย. 2554 หรือปรับตัวขึ้นมากถึง 14,750 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หรือคิดเป็นเพิ่มขึ้น 121% 

ดังนั้นหากพิจารณาจากสถิติแล้ว จึงมีความเป็นไปได้ที่ระยะยาวราคาทองคำจะปรับขึ้นอีกมาก ตราบเท่าที่สภาพแวดล้อมทางการเงินยังผ่อนคลายดังเช่นปัจจุบัน อย่างไรก็ดีราคาจะสามารถขึ้นในเปอร์เซ็นต์ที่มากเท่าหลังวิกฤติซับไพรม์ได้นั้น จะต้องมีการทะลุผ่านแนวต้านสำคัญทางเทคนิคในระดับต่างๆ พร้อมกันนี้จะต้องอาศัยปัจจัยพื้นฐานเข้ามาผลักดันเพิ่มเติม โดยเฉพาะความต้องการดอลลาร์สหรัฐฯ ในฐานะสกุลเงินปลอดภัยที่ดำเนินอยู่ในปัจจุบันจะต้องบรรเทาลง ขณะที่ความวิตกเกี่ยวกับการอ่อนค่าของสกุลเงินและภาวะเงินเฟ้อจะต้องเพิ่มขึ้น เช่นเดียวกับที่เกิดความวิตกดังกล่าวในช่วงปี 2551


Author

กองบรรณาธิการ

กองบรรณาธิการ