การส่งเทียบเชิญ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ มาเป็นหัวหน้าพรรคของบรรดา ส.ส.พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ในวันที่ 23 มิถุนายน ถ้าเป็นสมัยโบราณ คงจะมีการยกทัพพหลพลพยุหเสนาไปส่งเทียบเชิญกันอย่างเอิกเกริกมโหฬาร เพราะเป็นการรับตำแหน่งหัวหน้าพรรคแกนนำรัฐบาลที่อาจนำไปสู่การปรับ ครม.นักวิเคราะห์การเมืองส่วนใหญ่เชื่อว่า การรับตำแหน่งหัวหน้าพรรค พปชร.โดยไร้คู่แข่งของรองนายกรัฐมนตรี และประธานกรรมการยุทธศาสตร์พรรคครั้งนี้ไม่ใช่เป็นหัวหน้าพรรคชั่วคราวหรือเฉพาะกิจเพื่อสร้างความปรองดองในพรรค แต่จะเป็นหัวหน้าพรรคถาวร แบบมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน อย่างน้อยจนถึงการเลือกตั้งแต่หัวหน้าพรรค พปชร.คนใหม่ ซึ่งมีภูมิหลังเป็นผู้นำกองทัพ ได้รับการยอมรับนับถือจากวงการกองทัพ ในฐานะพี่ใหญ่แห่ง “บูรพาพยัคฆ์” จะก่อให้เกิดการปรับปรุงคณะรัฐมนตรีครั้งใหญ่ตาม ความหวังและความต้องการของกองเชียร์ทั้งหลายหรือไม่ เนื่องจาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เคยย้ำว่า “อำนาจอยู่ที่ผม”แม้หัวหน้าพรรคคนใหม่อาจ ทำให้หลายคนผิดหวังเก้าอี้รัฐมนตรี แต่สำหรับ ส.ส.ทั้งหลายเชื่อว่า ผู้นำคนใหม่เป็นผู้มากด้วยบารมี และ “ใจถึงพึ่งได้” แน่นอน เรื่องนี้น่าเป็นห่วงมากกว่า เพราะนายกรัฐมนตรีประกาศชัดจะเปลี่ยนวิธีการทำงานให้เป็นนิว นอร์มอล เราต้องหยุดไม่ปล่อยให้เกมการเมืองที่ไม่สุจริตดึงรั้งประเทศว่าที่หัวหน้าพรรค พปชร.คนใหม่ เคยให้สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์ยืนยันว่า ส.ส.ในพรรคไม่มีกลุ่มมีก๊วน “ร้อยกว่าคนอยู่กับผม” แต่ ส.ส.เหล่านั้นต้องการหาโครงการไปลงพื้นที่ หางบประมาณไปช่วยดูแลประชาชน ในช่วงเวลาเดียวกัน ส.ส.พรรคก้าวไกลคนหนึ่งอภิปรายในสภาฯ ระบุว่า มีการให้งบ ส.ส.คนละ 80 ล้านบาทเป็นเงินจากงบเงินกู้ 4 แสนล้านบาท เป้าหมายสำคัญคือการฟื้นฟูเศรษฐกิจของประเทศที่บอบชํ้าแสนสาหัสจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 งบประมาณก้อนนี้รัฐบาลมอบให้คณะกรรมการกลั่นกรอง 11 คน ส่วนใหญ่เป็นข้าราชการ โดยมีเลขาธิการสภาพัฒน์ เป็นประธาน เป็นผู้กลั่นกรองตรวจสอบมีเสียงเตือนจากหลายฝ่าย ถ้าปล่อยให้ ส.ส.จุ้นในการจัดทำโครงการลงพื้นที่ เพื่อหาเสียงด้วยผลประโยชน์อื่นๆ รับรองว่างบ 4 แสนล้านกลายเป็นเบี้ยหัวแตก ตำพริกละลายแม่นํ้า ไม่สามารถฟื้นฟูเศรษฐกิจประเทศ และอาจกลายเป็นทุจริตคอร์รัปชันครั้งมโหฬาร พังทั้งบรรดา ส.ส.และ ครม.ที่รู้เห็นเป็นใจ.