Crocs เปิดตัวรองเท้ารุ่นใหม่ InMotion นิยามของความนุ่มสบายของคนทุกไลฟ์สไตล์

Crocs เปิดตัวรองเท้ารุ่นใหม่ InMotion นิยามของความนุ่มสบายของคนทุกไลฟ์สไตล์

เทรนด์ของรองเท้า Crocs (คร็อคส์) เป็นรู้จักทั่วโลก และนิยมอย่างมากในเรื่องของความสะดวกสบายเป็นหลัก เช่น ใส่ในบ้าน เดินห้างใกล้บ้าน ออกไปเรียนหรือทำงานในวันสบาย ๆ 

พฤติกรรมในกลุ่มลูกค้าของ Crocs โดยเฉพาะในช่วงวัย Millennials และ Gen Z ที่ปัจจุบันมีพฤติกรรมที่เปลี่ยนไป สอดคล้องกับการพัฒนารองเท้าที่หลากหลายของแบรนด์ เพื่อตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ที่แตกต่างกันออกไปในแต่ละกลุ่มเป้าหมาย 

กระต่าย (katai)

กองบรรณาธิการ

โดยรองเท้ารุ่นนี้จะมาพร้อมกับเทคโนโลยีอย่าง LiteRide™ โฟมรองเท้าชั้น ทำให้เกิดความนุ่มสบาย และรองรับทุกการเคลื่อนไหว และ Free Feel Technology™ เทคโนโลยีที่อยู่ในส่วนบนของรองเท้าอ่อนนุ่ม ยืดหยุ่นให้ความรู้สึกเบาสบาย พร้อมกับ Croslite™ ซึ่งเป็นพื้นรองเท้าทนทาน ยึดเกาะดีเยี่ยม น้ำหนักเบา ซึ่งตรงกับความตั้งใจของแบรนด์ Crocs ทำให้ปี 2025 นี้ ทาง Crocs ได้มุ่งเน้นในการพัฒนาสินค้าที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของกลุ่มลูกค้าที่หลากหลาย 


ทำให้ในปัจจุบันรองเท้า Crocs ถูกหยิบมาสวมใส่ในหลากหลายโอกาสมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการออกไปพบปะกลุ่มเพื่อน ไปคอนเสิร์ต คาเฟ่และร้านอาหาร ตลอดจนเดินทางท่องเที่ยวต่างประเทศ 

ทั้งหมดสะท้อนให้เห็นถึงความตั้งใจของ Crocs ที่ต้องการจะเป็นรองเท้าที่เหมาะสำหรับทุกไลฟ์สไตล์ในทุกโอกาส นอกจากนี้เทรนด์แฟชั่นในปัจจุบันเริ่มหันมาให้ความสำคัญกับการแต่งตัวที่สอดคล้องกับความชื่นชอบด้านแฟชั่นและไลฟ์สไตล์ส่วนตัว มากกว่าการแบ่งแยกกลุ่มเป้าหมายตามเพศหรืออายุ (Ageless and Genderless Fashion) 


ซึ่งตรงกับความตั้งใจของแบรนด์ Crocs ทำให้ปี 2025 นี้ ทาง Crocs ได้มุ่งเน้นในการพัฒนาสินค้าที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของกลุ่มลูกค้าที่หลากหลาย นอกขอบเขตเพศ หรืออายุ จึงเป็นที่มาให้ Crocs ได้เปิดตัวรองเท้า InMotion ซึ่งเป็นคอลเลกชันใหม่ล่าสุดจากคร็อคส์ 


โดยรองเท้ารุ่นนี้จะมาพร้อมกับเทคโนโลยีอย่าง LiteRide™ โฟมรองเท้าชั้น ทำให้เกิดความนุ่มสบาย และรองรับทุกการเคลื่อนไหว และ Free Feel Technology™ เทคโนโลยีที่อยู่ในส่วนบนของรองเท้าอ่อนนุ่ม ยืดหยุ่นให้ความรู้สึกเบาสบาย พร้อมกับ Croslite™ ซึ่งเป็นพื้นรองเท้าทนทาน ยึดเกาะดีเยี่ยม น้ำหนักเบา 

ย้อนกลับไปเมื่อปี 2545 ณ เมืองบลูมฟีลด์ รัฐโคโลราโด ประเทศสหรัฐอเมริกา จอร์จ บ็อดเบกเกอร์ จูเนียร์ (George Boedbecker Jr.), ลินดอน แฮนสัน (Lyndon Hanson) และสกอตต์ ซีแมนส์ (Scott Seamans) สามเพื่อนซี้ที่มีงานอดิเรกเดียวกัน คือการล่องเรือใบทุกวันหยุดสุดสัปดาห์เกิดฉุกคิดไอเดียตรงกันว่า เหตุใดจึงไม่มีรองเท้าที่เหมาะสำหรับงานอดิเรกของพวกเขา ที่มีคุณสมบัติดีพอใส่ลุยบนบกหรือริมน้ำได้สะดวก  เมื่อทั้งสามบังเอิญพบกับรองเท้าคู่หนึ่งที่มีหน้าตาคล้ายกับ Dutch Clogs Wooden รองเท้าประจำชาติเนเธอร์แลนด์ซึ่งเดิมทีผลิตจากไม้ แต่ที่ต่างออกไปคือรองเท้าคู่นี้มีความนุ่มสบายเท้าและยึดเกาะพื้นได้ดี ทั้งสามสืบทราบจนรู้ว่าผู้ผลิตรองเท้าคู่ดังกล่าวคือ บริษัทสัญชาติแคนาดาที่มีชื่อว่า Foam Containing ด้วยความประทับใจไม่รู้ลืม สามสหายตัดสินใจยื่นซื้อกิจการมาครอบครอง ก่อนจะเปลี่ยนรูปลักษณ์ของรองเท้าให้ทันสมัยมากขึ้นและอิงตามสรีรศาสตร์ช่วงเท้าอีกหนึ่งจุดสำคัญและเป็นซิกเนเจอร์ของรองเท้า Crocs คือการเจาะรูจำนวนข้างละ 13 รู ตรงบริเวณหน้าเท้า เพื่อให้ระบายความชื้นได้ดีกว่ารองเท้าลำลองทั่วไป ถึงกระนั้นซิกเนเจอร์ที่ว่าก็ดูจะเป็นข้อเสียในคราวเดียวกัน เมื่อผู้ใช้บางส่วนแม้แต่ผู้ให้กำเนิดต่างมองว่า หน้าตาของรองเท้ายี่ห้อนี้ช่างประหลาด บ้างก็ว่ามันมีหน้าตาล้าสมัยเกินกว่าจะใส่อวดใคร แต่สุดท้ายทั้งสามก็ตกลงปลงใจเข็นรองเท้ายี่ห้อ Crocs ออกมาขายอยู่ดี


ชื่อของ Crocs มีแรงบันดาลใจจาก Crocodile หรือจระเข้ สัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำจอมปราดเปรียว ซึ่งตรงกับฟังก์ชั่นที่ถูกออกแบบมานั่นคือใส่ลุยได้ทั้งบนบกและริมน้ำ ด้วยสรรพคุณไม่เกินจริงดังกล่าว นั่นทำให้รองเท้า Crocs รุ่นแรกที่มีชื่อว่า The Beach ขายหมดทั้ง 200 คู่ ทันทีที่วางจำหน่ายในงานแสดงเรือ ประจำเมืองฟอร์ตลอเดอร์เดล รัฐฟลอริดา

จากความนิยมในกลุ่มนักกีฬาเรือใบ ชื่อเสียงเรียงนามของ Crocs ถูกพูดถึงปากต่อปาก จนทำให้ใครหลายคนเมินหน้าตาพิลึกของมันและหันมาลองสวมใส่ พลันได้รับความนิยมชนิดพลุแตก ทั้งในหมู่แพทย์ พยาบาล คนครัว พนักงานทำความสะอาด ฯลฯ สาเหตุหลักก็เพราะ ‘ความสบาย’ ยืนหรือเดินต่อเนื่องได้ทั้งวันโดยไม่เมื่อยล้า


ทั้งนี้ ต้องยกความดีความชอบให้กับเทคโนโลยี Croslite หรือโฟมชนิดพิเศษที่เป็นวัสดุหลักในการผลิตขึ้นรูป โฟมชนิดดังกล่าวมีส่วนผสมของเรซิ่น’ (resin) ทำให้พื้นรองเท้าอ่อนนุ่มกว่าปกติ แต่ไม่ยวบจนรู้สึกเมื่อยล้าเมื่อต้องเดินติดต่อกันเป็นเวลานาน 

ขณะเดียวกัน ดีไซน์ของมันยังช่วยป้องกันเท้าผู้สวมใส่จากอุบัติเหตุได้เป็นอย่างดี ทั้งบริเวณช่วงหน้าที่ปกปิดนิ้วเท้าได้มิดชิด และสายรัดบริเวณตรงกลางที่ปรับเลื่อนลงมาป้องกันบริเวณหลังเท้า อีกทั้งยังถอดเข้าถอดออกได้ง่ายเหมือนใส่สลิปเปอร์ ด้วยข้อดีที่กล่าวมาจึงไม่น่าแปลกใจสักเท่าไหร่ หากผู้คนจะมองข้ามข้อเสียเรื่องรูด้านหน้า และเลือก Crocs เป็นรองเท้า daily shoes สำหรับใช้ในชีวิตประจำวัน

เพิ่มมูลค่าด้วย Jibbitz หมุดรองเท้าสุดฟรุ้งฟริ้ง

อีกปัจจัยที่ทำให้ Crocs มีมูลค่าและความนิยมมากกว่ารองเท้าลำลองอื่นๆ ในตลาด คงหนีไม่พ้น Jibbitz หรือตัวติดรองเท้าลวดลายฟรุ้งฟริ้ง ช่วยสร้างเอกลักษณ์และสะท้อนตัวตนของผู้สวมใส่ ที่เริ่มผลิตออกมาให้เห็นตั้งแต่ปี 2006

อย่างไรก็ตาม Jibbitz ไม่ได้เกิดจากความตั้งใจของ Crocs แต่เกิดจากไอเดียสุดบรรเจิดของ เชอรี ชเมลเซอร์ (Sheri Schmelzer) ที่อยากเพิ่มความน่ารักให้กับรองเท้า Crocs แก่ลูกๆ ทั้งสามคน เธอจึงชวนสามี ริช ชเมลเซอร์ (Rich Schmelzer) มาร่วมออกแบบหมุดลวดลายต่างๆ ตั้งแต่ตัวอักษรภาษาอังกฤษ A-Z, ดอกไม้สีสันสดใส อัญมณี โบว์ สัตว์นานาชนิด ไปจนถึงโครงกระดูกและค้างคาวต้อนรับเทศกาลฮาโลวีน


จากความตั้งใจเดิมที่จะสร้าง Jibbitz ให้ลูกๆ กลับกลายเป็นธุรกิจขนาดย่อม เมื่อคนรักรองเท้าต่างต้องการซื้อหมุดสุดฟรุ้งฟริ้งนี้ ไปเติมเต็มเอกลักษณ์รองเท้า Crocs ของตัวเอง Crocs จึงไม่อาจนิ่งเฉย และยอมควักกระเป๋าสตางค์ยื่นซื้อลิขสิทธิ์ Jibbitz จากครอบครัวชเมลเซอร์ ด้วยเงินจำนวน 10 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อต่อยอดผลกำไร 

นับเป็นความคิดที่ถูกต้องและเหมือนเป็นการยิงทีเดียวได้นกสองตัว เพราะ Crocs ใช้ Jibbitz เป็นกลยุทธ์ดึงดูดลูกค้าที่เคยซื้อไปแล้วให้กลับมาซื้อซ้ำด้วยการออกคอลเลกชั่นใหม่ๆ ถึงขั้นต้องมีโซนขาย Jibbitz ในช็อปโดยเฉพาะ


จากจุดต่ำสุดสู่จุดสูงสุดอีกครั้ง เพราะเลือกคืนสู่รากฐานเดิม

แต่อย่างที่ใครหลายคนบอกไว้ว่า เมื่อมีวันถึงจุดสูงสุดก็ย่อมมีวันถึงจุดต่ำสุด 

ในปี 2551 ช่วงที่สหรัฐฯ กำลังเผชิญกับภาวะเศรษฐกิจถดถอยครั้งใหญ่ หรือที่รู้จักกันในชื่อ ‘วิกฤตการณ์แฮมเบอร์เกอร์’ (Hamburger Crisis) นั่นส่งผลกระทบโดยตรงต่อยอดขายของ Crocs เนื่องจากกำลังซื้อของลูกค้าลดต่ำลงตามสภาพเศรษฐกิจ ทั้งที่ในเวลานั้นพวกเขาเตรียมออกไลน์สินค้ามากกว่า 200 แบบ เพื่อรุกตลาดธุรกิจรองเท้าเต็มกำลัง 

บทสรุปในปี 2551 ปรากฏว่า ผลประกอบการของ Crocs ติดลบที่ตัวเลข 185.1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ มีการปิดตัวสาขาหลายร้อยแห่ง มิหนำซ้ำยังต้องปลดพนักงานมากกว่า 2,000 ราย หรือราว 1 ใน 3 ของจำนวนพนักงานทั้งหมด 

หลังจากเหตุการณ์ดังกล่าว สถานภาพความมั่นคงของแบรนด์รองเท้าจระเข้หัวโตก็มีแต่คำว่า ‘ทรงกับทรุด’ และแม้ตัวเลขกำไรจะไม่ถึงขั้นติดลบแต่ก็ไม่เคยพุ่งทะยานเกินหลัก 500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ กระทั่งการมาของชายที่ชื่อว่า แอนดรูว์ รีส์ (Andrew Rees) ในฐานะซีอีโอคนใหม่ของ Crocs เมื่อปี 2014 ได้สร้างแรงผลักดันจนสามารถปลุกจระเข้ป่วยตัวนี้มีชีวิตชีวาอีกครั้ง


“สิ่งที่ผมเห็นในตอนเริ่มต้นทำงานกับ Crocs คือผมเห็นแบรนด์ที่มีความน่าทึ่งและมีความน่าหลงใหลพิเศษบางอย่าง แต่ยังไม่ถูกดึงศักยภาพทั้งหมดออกมาใช้อย่างสูงสุด ดังนั้นเราจะต้องรับฟังผู้บริโภคและพยายามใกล้ชิดกับพวกเขามากขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มคนรุ่นมิลเลนเนียลที่เติบโตมาพร้อมกับเรา เมื่อเวลาผ่านไปคุณจะเห็นภาพถึงสิ่งที่ผมพูดชัดมากยิ่งขึ้น” รีส์กล่าวถึงความรู้สึกและวิสัยทัศน์ของเขาในวันที่เข้าดำรงตำแหน่งวันแรก

ทว่ากลยุทธ์พลิกฟื้น Crocs ของรีส์ไม่ใช่การเปิดสินค้าใหม่ชวนว้าว หรือสร้างแคมเปญลดแลกแจกแถม แต่เป็นการย้อนกลับไปยังรากเหง้านั่นคือ ‘ความสบาย’ ซึ่งเป็นจุดเด่นสำคัญที่มีอยู่ในรุ่น The Beach สินค้าคลาสสิกรุ่นแรกที่ทำให้คนรู้จักและเทใจให้ Crocs เรื่อยมา 

แต่ใช่ว่าจะจบแค่หยิบโปรดักต์แชมเปี้ยนมาเร่ขายแล้วจบ เพราะ Crocs รุ่น The Beach ยังถูกปรับภาพลักษณ์ให้เข้ากับยุคสมัย เช่น เพิ่มดีเทลเล็กๆ น้อยๆ ด้วยการผสมกลิตเตอร์ในเนื้อร้องเท้า เปลี่ยนอัพเปอร์ให้เป็นวัสดุใส และปรับโทนสีให้มีความมินิมอลเหมาะกับการแต่งตัวในชีวิตประจำวันมากขึ้น

 จากรองเท้าใส่สบายสู่ไอเทมแฟชั่นสายสตรีทที่ใครก็ต้องมี

นอกเสียจากการปรับเปลี่ยนไดเรกชั่นการผลิตไลน์สินค้า อีกปัจจัยที่ทำให้ Crocs ภายใต้การนำของรีส์ดูมีชีวิตชีวาอีกครั้งหนึ่ง คือการใช้กลยุทธ์โซเชียลมีเดียเข้าช่วย ซึ่งดูจะเป็นทางออกที่เข้าท่า เมื่อคนที่เคยหลงลืมความสบายของรองเท้าจระเข้หัวโตเริ่มกลับมาให้ความสนใจ ก่อนที่ความสำเร็จนี้จะผลิดอกออกผลในช่วงที่โควิด-19 ระบาดอย่างหนักและเกิดการล็อกดาวน์

สาเหตุที่เป็นเช่นนั้น เพราะความสะดวกสบายของ Crocs ที่สามารถใส่เดินและทำกิจกรรมในบ้านได้ตลอดเวลา ตรงกับความต้องการของผู้บริโภค ณ เวลานั้น ที่ให้ความสำคัญกับเรื่องฟังก์ชั่นการใช้งาน ส่วนเรื่องหน้าตาความเท่ดูจะไม่ใช่ปัญหาในเมื่อออกไปพบเจอใครไม่ได้อยู่แล้ว และนั่นทำให้ปี 2564 Crocs กอบโกยผลกำไรราว 725.69 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือมากที่สุดในรอบ 7 ปี และมากกว่าตอนสถานการณ์โลกปกติเสียอีก

หลังยุคโควิด-19 ระบาดหนัก ทัศนคติที่ผู้คนมีต่อ Crocs ก็เปลี่ยนไป ประจวบเหมาะกับกระแสสตรีทแฟชั่น จึงเริ่มเห็นคนหนุ่มสาวหยิบ Crocs มาแมตช์เข้ากับชุดต่างๆ ไม่ว่าจะมินิสเกิร์ต เสื้อสายเดี่ยว กระโปรงยีนส์ กางเกงคาร์โก้ โดยมี Jibbitz เป็นไอเทมเสริมเพิ่มความวิ้งวับ ไม่ต่างจากแหวนหรือสร้อยคอบนตัว

ไม่ใช่แค่กระแสความไฮป์ในหมู่คนทั่วไป ฟากซูเปอร์สตาร์ระดับโลกอย่างนิกกี้ มินาจ (Nicki Minaj), โพสต์ มาโลน (Post Malone), จัสติน บีเบอร์ (Justin Bieber) และลิล แนส เอ็กซ์ (Lil Nas X) ก็เป็นศิลปินกลุ่มแรกๆ ที่หยิบ Crocs มารันวงการแฟชั่นสายสตรีท แน่นอนว่าปรากฏการณ์ดังกล่าวช่วยยกระดับให้ Crocs กลายเป็นไอเทมที่ทุกคนตามหามาครอบครอง 

ไอต้าวดื้อ

นักเขียนหมวดบันเทิง แบบอิสระไม่ขึ้นกับหน่วยงานใด

บทสรุปในปี 2551 ปรากฏว่า ผลประกอบการของ Crocs ติดลบที่ตัวเลข 185.1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ มีการปิดตัวสาขาหลายร้อยแห่ง มิหนำซ้ำยังต้องปลดพนักงานมากกว่า 2,000 ราย หรือราว 1 ใน 3 ของจำนวนพนักงานทั้งหมด 

หลังจากเหตุการณ์ดังกล่าว สถานภาพความมั่นคงของแบรนด์รองเท้าจระเข้หัวโตก็มีแต่คำว่า ‘ทรงกับทรุด’ และแม้ตัวเลขกำไรจะไม่ถึงขั้นติดลบแต่ก็ไม่เคยพุ่งทะยานเกินหลัก 500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ กระทั่งการมาของชายที่ชื่อว่า แอนดรูว์ รีส์ (Andrew Rees) ในฐานะซีอีโอคนใหม่ของ Crocs เมื่อปี 2014 ได้สร้างแรงผลักดันจนสามารถปลุกจระเข้ป่วยตัวนี้มีชีวิตชีวาอีกครั้ง


สินค้าในบทความนี้

mall inline badgeCROCS รองเท้าลำลองผู้ใหญ่ CLASSIC CLOG รุ่น 100012Y2 - BONE

mall inline badgeCROCS รองเท้าลำลองผู้ใหญ่ CLASSIC CLOG รุ่น 100012Y2 - BONE

ช้อปเลย!

สินค้ามาแรงสินค้ามาแรงดูทั้งหมด

FOMO-เสื้อเชิ้ตแขนยาว คอจีนสีพื้น **เช็คไซซ์จากตางรางไซซ์ของทางร้านเท่านั้น** เสื้อคอจีน เสื้อเชิ้ตแขนยาว เสื้อใส่ทำงาน เสื้อผ้าผู้ชาย

FOMO-เสื้อเชิ้ตแขนยาว คอจีนสีพื้น **เช็คไซซ์จากตางรางไซซ์ของทางร้านเท่านั้น** เสื้อคอจีน เสื้อเชิ้ตแขนยาว เสื้อใส่ทำงาน เสื้อผ้าผู้ชาย

ถูกลง28%

281.2387.6

DAIMEISHU แฟชั่นแสงหรูหรา H สร้อยคอตัวอักษร ins ออกแบบเฉพาะโซ่กระดูกไหปลาร้า